2007/Mar/13

ตั้งแต่ตอนที่ 15 เป็นต้นไป ขอความกรุณาเข้าไปอ่าน ที่นี่ ด้วยครับ

2007/Mar/11

หน้าที่สิบสาม : ผู้รุกรานจากนอกโลก


ควับ...


"ข้าจะจัดการมันเอง!!!" ชายร่างใหญ่นามกาแรนขบกรามแน่น ด้ามขวานที่หลอมละลายถูกปล่อยร่วงหลุดออกจากมือ "! ข้าจะขยี้มันเอง!" ก่อนที่เขาจะตวัดบัตรสอบของตนผ่านกระดาษเวทมนต์สีเขียวใสเบื้องหน้า "เพื่อสมบัติประจำตระกูลของข้าแล้ว! พวกเจ้าแค่ยืนดูเฉยๆก็พอ! อย่าได้สอดมือเข้ามายุ่งเชียวล่ะ!!!"


...ขวานประจำตระกูล..สมบัติเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล.. ถ้าสมบัติที่ถูกหลอมละลายนั่นเป็นของผม ผมก็คงโกรธจนแทบคลั่งไม่ต่างไปจากกาแรนหรอกครับ...


"ถ้าอย่างนั้น.." สาวน้อยราน่ากล่าวขณะคลายแรงกอดรัดพี่ชายลง "ระวังตัวด้วยนะคะนี่ซัง"


"ฮึ!.." กาแรนทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่หยีระ "ไม่ต้องห่วงหรอกน่าราน่า น้องคิดว่าพี่เป็นใครกันอย่างนั้นรึ?"


"ก็รู้ดีน่ะสิคะถึงได้เตือน! อย่างนี่ซังน่ะเวลาต่อสู้อย่าให้โดนโจมตีได้นะคะ!" เมื่อเห็นสีหน้าของพี่ชาย สาวน้อยก็พองหน้าตะแบงใส่ทันที "เข้าใจแล้วใช่ไหมคะนี่ซัง!?!"


"อา..อา...เข้าใจแล้วน่า" เสียงทุ้มตอบกลับแบบไร้อารมณ์ "..แค่ไม่ให้โดนโจมตีก็พอสินะ..."


"...." ราน่าหลิ่วตา ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ "..ค่ะ..เอาแค่นั้นก็ได้ค่ะนี่ซัง.."


"แต่ผมว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้มั้งครับ?" ไนส์พูดเสนอความคิดเห็น ขณะวางร่างบางในอ้อมแขนลงกับพื้น "ถ้าไม่ให้โดนโจมตีเลยนี่มัน..." ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง


อย่างนั้นไม่ได้ค่ะ
!
ถ้าเป็นนี่ซังยังไงก็ต้องห้ามโดนโจมตีค่ะ!!!

อย่างนั้นไม่ได้ค่ะ! ถ้าเป็นกาแรนยังไงก็ต้องห้ามโดนโจมตีค่ะ!!!


ราน่ากับกระถินก็ตะโกนสวนออกมาพร้อมกันเสียงลั่น


"อ อา" ชายหนุ่มรับคำด้วยสีหน้างุนงง "เอาอย่างนั้นก็ได้"


...อ..เอาอีกแล้ว ทำไมถึงไม่อยากให้กาแรนได้รับบาดเจ็บกันขนาดนี้ด้วยนะ? สำหรับราน่าผมยังพอเข้าใจ แต่กระถินนี่สิ..ไปเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขาทำไมกัน?...


"ฮะ ฮะ ขอบใจนะไนส์ แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก" กาแรนกล่าวตอบเสียงเรียบ "ข้าไม่ได้คิดที่จะเข้าไปประมือกับไอ้พวกนั้นอยู่แล้ว.." ดุจยามที่คลื่นลมสงบก่อนที่พายุจะโหมกระหน่ำ "เพราะสิ่งที่ข้ากำลังจะทำน่ะ..คือ การล่า ต่างหากล่ะ!"


...เจ้าพวกนั้น..งั้นหรือ? เฮ้ย
! เฮ้ย! ไอ้ขวานนั่นมันยังไม่ตายอีกงั้นรึ!...


"ดังนั้นแล้ว เจ้าไม่ต้องมาห่วงข้าหรอกนะ" กาแรนแสยะยิ้ม พลางควักขวานเด็กเล่นยักษ์ออกมาจากกระเป๋าหลังกางเกงนับสิบอัน "อืม..คราวนี้เอาหมายเลขสิบเจ็ดหรือหมายเลขสิบแปดดีหว่า?"


"แหมๆ" ราน่าฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะโผเข้าไปหาพี่ชายร่างใหญ่ "จะหมายเลขไหนก็ได้ทั้งนั้นล่ะค่ะนี่ซัง"


"ด เดี๋ยวก่อนสิเฮ้ย!!!" แทบจะในทันทีที่ตั้งสติได้ "ขวานนั่นเป็นสมบัติประจำตระกูลของแกไม่ใช่รึไงกัน?!?" ไนส์ก็ตะโกนท้วงสวนขึ้นมาทันที "ล แล้วทำไมมันถึงมีมากอย่างกับของโหลไร้ค่าแบบนั้นล่ะฟะ!?!" ด้วยสีหน้าที่มีคำว่า 'เมื่อกี้ตูไม่น่าหลงเห็นใจไอ้เพื่อนเวรนี่เล้ย' แปะอยู่กลางหน้าผาก


"เฮ้ๆ มาพูดจาว่าร้ายกันแบบนี้อีกแล้วนะไนส์.." แม้ปากจะกล่าวไปเช่นนั้น แต่สีหน้าของกาแรนกลับยิ้มร่าดุจเด็กน้อยที่กำลังเลือกของเล่นถูกใจ "อ๊ะ คราวนี้เอาเบอร์เจ็ดดีกว่าแฮะ" เมื่อกำหนดขวานยักษ์ในมือได้แล้ว กาแรนก็ถลันตัวเข้าหาศัตรูทันที


...อ้าวเฮ้ย
! ไหงเป็นเจ็ดได้ฟระ? เมื่อกี้แกยังเลือกระหว่างสิบเจ็ดกับสิบแปดอยู่เลยนี่เฮ้ย!...


"ไนส์~นี่~ซัง~คะ" เสียงใสดังแทรกความคิด ขณะที่ฝ่ามือของสาวน้อยเอื้อมไปฉุดให้ร่างของชายหนุ่มล้มลงกับพื้นน้ำแข็ง "ถ้าคราวหน้าไนส์นี่ซังยังว่าร้ายสมบัติประจำตระกูลของหนูอีกล่ะก็..." รอยยิ้มสมวัยบนใบหน้าของสาวน้อยยื่นเข้าหาชายหนุ่ม พร้อมกับของเหลวสีแดงข้นที่ไหลทะลักออกมาจากริมฝีปากบาง "อ๊อก!..อ๊อก!...หนูจะพ่นเลือดใส่..นะคะ..."


เพียงชั่วพริบตา ของเหลวสีแดงฉานก็ไหลเยิ้มเคลือบไปทั่วร่างของชายหนุ่ม


"..อ..อา...ผมเข้าใจถึงทรวงแล้วล่ะครับ.." ไนส์เอี้ยวสายตาเบี่ยงทิ้งลงพื้น ก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงซึมทราบเข้าถึงทรวงตรงตามคำกล่าว "เพียงแต่คราวหน้า..ถ้าหากราน่าอยากจะเตือนล่ะก็..กรุณาอย่าแสดงตัวอย่างประกอบนะครับ.."


"แหมๆ อย่าพูดเหมือนกับหนูจงใจพ่นเลือดใส่อย่างนั้นสิคะ" ราน่าปาดมือซับคราบเลือด ก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มให้คู่สนทนาอีกครั้ง "ตอนนี้โรคร้ายคุกคามหนูอยู่นะคะ มันเป็นอุบัติเหตุค่ะ..อุบัติเหตุ แหะ แหะ"


"...เฮ้อ..." ชายหนุ่มหรี่ตา ก้มหน้า ขมวดคิ้ว ก่อนจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่


"ส่วนนี่" สาวน้อยฉีกยิ้มก่อนจะโผเข้ากอดแขนของชายหนุ่ม "แทนคำขอโทษค่ะ" ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีฟ้าใสก็ทอประกายสว่างจ้าขึ้น "สำหรับบาดแผลหนูรักษาให้หายได้.." เสื้อผ้าและรอยขีดข่วนผลพวงจากแมงเม่าก็ค่อยๆฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิม "เพียงแต่เสื้อผ้าของไนส์นี่ซัง หนูทำได้แค่ใช้เวทมนต์รักษาสภาพไว้เฉยๆค่ะ ถ้าหากไนส์นี่ซังถูกกระแทกด้วยพลังเวทมนต์ระดับสูงล่ะก็ มันจะฉีกขาดอีกครั้ง ระวังเอาไว้ด้วยนะคะ" เช่นเดียวกับคราบเลือดสีแดงฉานที่ค่อยๆจางหายไป


"อ๊ะ ขอบคุณมากครับ" เมื่อแสงสว่างสีฟ้าใสจางหาย เสียงกล่าวขอบคุณพร้อมทั้งรอยยิ้มก็ดังขึ้นมาเบาๆ


"อะ แฮ่ม! คุณทั้งสองช่วยเลิกสวีทกันก่อนจะได้ไหม?" กระถินกล่าวเน้นเสียงหลังจากที่ยืนเงียบอยู่นาน "การทดสอบกำลังจะเริ่มแล้วนะ"


"ฮะ ฮะ โทษที..โทษที..." ไนส์หัวเราะเจื่อนๆ ก่อนจะเริ่มชี้แจงเหตุผล "พอดีเมื่อกี้มีเหตุการณ์ชวนให้ปวดใจนิดหน่อยน่ะ..."


"อ้อ! ก็เลยทำให้ลืมเรื่องการทดสอบไปซะสนิทเลยงั้นสิ" ร่างบางลากเสียงยาวแทรกขึ้นมากลางลำ "ดีจังเลยน้า ที่มีสาวน้อยมาคอยเอาใจให้แบบนี้น่ะ"


"หา?" ชายหนุ่มกล่าวถามด้วยสีหน้างุนงง "โกรธอะไรของนายอีกล่ะ?..." แต่ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวจนจบประโยค ก็พลันเกิดเสียงเหมือนมีการปรากฏของอะไรสักอย่างดังแทรกขึ้น


ฟุบ
!


พริบตาที่ผู้เข้าสอบทั้งสามหันหน้าไปยังต้นเสียง อาณาเขตเวทมนต์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสก็ขยายตัวมาจ่ออยู่ตรงหน้าเหล่าผู้เข้าสอบ พร้อมกับปรากฏข้อความสีเขียวใสที่มีใจความว่า



ประกาศ


ภายในอาณาเขตเวทมนต์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ ถือเป็นขอบเขตของการทดสอบที่ห้าย่อยสอง

ผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อในสหพันธ์โรงเรียนผู้พิทักษ์ กาแรน ดรากลันส์

คือผู้เดียวที่มีสิทธิ์อยู่ภายในอาณาเขตเวทมนต์นี้


หาก ไนส์ ดาร์ลาคุ / กระถิน พฤกษานนท์ / ราน่า ดรากลันส์

คนหนึ่งคนใดหรือทั้งหมด ล่วงข้ามเข้าไปในอาณาเขตเวทมนต์

จะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์การทดสอบรอบนี้ทันที


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

อนึ่ง ภายในอาณาเขตเวทมนต์นี้เป็นมิติที่สามารถแผ่ขยายตามขอบเขตการต่อสู้ที่เกิดขึ้นภายในได้

ผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อในสหพันธ์โรงเรียนผู้พิทักษ์ที่รออยู่ด้านนอก จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการต่อสู้ครั้งนี้


จึงใคร่ขอความกรุณางดการใช้พลังเวทมนต์เพื่อการป้องกันตัว

เพราะหากมีพลังงานใดๆสัมผัสถูกอาณาเขตเวทมนต์ ก็จะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์การทดสอบรอบนี้เช่นเดียวกัน



ภายในอาณาเขตเวทมนต์สีเขียวใส ภาพของเด็กหนุ่มผมสีเงิน ผู้คาดหน้ากากสีขาวปิดบังเฉพาะดวงตา ในชุดเสื้อคลุมยาวที่มีคำว่า
'ผู้รุกรานจากนอกโลก' เขียนไว้ที่กลางหลัง จำนวนยี่สิบคนก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของเหล่าผู้เข้าสอบ โดยเด็กหนุ่มทั้งสิบเก้าคนที่เพิ่มขึ้นมานั้น จะมีส่วนที่แตกต่างไปจากเด็กหนุ่มซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาในตอนแรกแค่เพียงสีของเสื้อคลุมยาวที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวแก่ กับไม่ปรากฏเขาที่งอกขึ้นมาตรงกลางหน้าผากเพียงเท่านั้น


"ยี่สิบต่อหนึ่งเชียวรึ!" ไนส์อุทานเสียงลั่น "ตอนแรกก็เห็นมีอยู่คนเดียว แต่ทำไมพอสู้จริงกลับมีตั้งยี่สิบคนได้ล่ะ! แบบนี้มันขี้โกงกันนี่นา?"


"เอ๋..พูดอะไรแบบนั้นคะไนส์นี่ซัง? ผู้รุกรานจากนอกโลกก็มีกันยี่สิบคนตั้งแต่แรกแล้วนี่คะ?" ราน่าเอียงคอกล่าวถามด้วยความแปลกใจ "ทำไมหรือคะ? ไนส์นี่ซังมองไม่เห็นอย่างนั้นหรือคะ?"


"หา?!?" แทนที่จะตอบคำถาม ชายหนุ่มกลับขมวดคิ้วตีหน้าเครียด ราวกับจะเค้นเอาภาพที่อยู่ในหัวสมองออกมาวิเคราะห์อีกครั้ง


...ศัตรูมียี่สิบคนตั้งแต่แรกแล้วงั้นหรือ? แต่ในตอนนั้นเราก็เห็นว่ามีแค่คนเดียวจริงๆนี่นา มันหมายความว่ายังไงกัน?...


"คิก เป็นเช่นนั้นเองหรือคะ? ยอดเยี่ยมไปเลยนะคะเนี่ย..." สาวน้อยราน่าฉีกยิ้มร่า "อ้อ! สำหรับเรื่องการทดสอบก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ การต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนมากกว่าแบบนี้ อาจจะเหมาะสมกับนี่ซังมากกว่าก็ได้นะคะ"


~
ตืดดืด~ดืด♪♫ตือ~ดื้อ~ดิด~


ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ ความสนใจทั้งหมดของเขาก็จดจ่อพุ่งตรงไปยังจุดจุดเดียว


นอกจากมีไฟกระพริบแล้ว ขวานด้ามนี้ยังมีเสียงเพลงอีกด้วย
!!!


ทันทีที่กาแรนเลื่อนสวิตซ์ตรงด้ามขวาน หลอดไฟหลากสีสันก็เปล่งแสงวิ่งสลับกันไปมา ตามจังหวะจากเพลงประกอบเกมสมัยโบราณ ที่ดังก้องออกมาจากลำโพงเล็กๆตรงสันขวาน


"จงฟังเพลงนี้ให้ขึ้นใจซะเจ้าพวกหนอนแมลงวัน!" แขนกร้านหมุนควงขวานยักษ์กวัดแกว่งไปรอบตัว "จงซึมทราบกับท่วงทำนองแห่งความตายนี่ซะ!!" ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะนำมันพุ่งทะยานนำหน้ากระโจนเข้าสู่ดงศัตรูอย่างไม่ครั่นคราม "เพราะเพลงนี้จะเป็นเพลงสวดศพของพวกเจ้า!!!"


ฟุบ
!


เมื่อสิ้นเสียงตะโกน ขวานยักษ์ในมือกร้านก็จามเข้าใส่ศัตรูตรงหน้าทันที


...ไม่ได้เข้ากันเล้ย
!!!..เป็นใครมาเห็นก็ต้องคิดแบบนี้ทั้งนั้นแหละครับ เพลงมาริโอ้เนี่ยนะเพลงสวดศพ! ใช้สมองส่วนไหนมาคิดฟะนั่น! ถ้าจะใช้เพลงมาริโอ้ศัตรูมันต้องเป็นเต่าเท่านั้นเฟ้ย!...


หมับ..


ทว่าเป้าหมายตรงหน้ากลับเอี้ยวตัวหลบคมขวานอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะยื่นมือเข้าประกบรั้งตัวขวานให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เปิดโอกาสให้ผู้รุกรานจากนอกโลกอีกสองตัวตรงเข้าขนาบกาแรนทั้งซ้ายขวา ผู้รุกรานจากนอกโลกที่พุ่งทะยานมาพร้อมกับกำปั้นหมัดเขื่องที่เปล่งประกายแสงสีเขียวเข้ม


ฟุบ
!


กาแรนรีบดึงตัวข้ามหัวเหล่าผู้รุกราน ก่อนจะรั้งด้ามขวานเป็นแกนหมุนตวัดสันเท้าไปรอบตัว


ผัวะ
!


ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เหล่าผู้รุกรานที่ทะยานเข้ามาหมายซ้ำกาแรนให้ตายก็รีบดีดตัวออกห่างจากระยะโจมตีทันที จะมีก็เพียงผู้รุกรานที่รั้งขวานยักษ์ไว้เท่านั้นที่โดนสันเท้าของกาแรนเข้าเต็มรัก


เปรี้ยง
!


เพียงชั่วพริบตาที่ผู้ฉุดรั้งขวานยักษ์กระเด็นไปตามแรงโจมตี ลำแสงพิฆาตสีขาวขุ่นก็พุ่งทะลวงเข้ามาแทนที่ หวังเผด็จศึกกาแรนที่ลอยตัวอยู่อย่างไร้ทางป้องกัน


ตูม
!!!


เมื่อเห็นดังนั้น กาแรนก็รีบเกร็งแขนออกแรงบิดเบี่ยงตัวออกจากแนวโจมตีทันที แต่ทว่าผู้รุกรานซึ่งถูกโจมตีด้วยสันเท้าจนคลายพันธนาการออกจากตัวขวานไปแล้วนั้น กลับยื่นปลายเท้าออกไปเกี่ยวดึงตัวขวานและร่างผู้ครอบครองให้กลับมาอยู่ในแนวโจมตีตามเดิม ทำให้เกิดเสียงระเบิดและเปลวเพลิงขนาดมหึมาขึ้น


"ซีอ้อน ซีอ้อน ซีอ้อน ซีอ้อน!" (เป็นไงบ้างล่ะท่าโจมตีประสานสามดาวดำของพวกเรา!)


ราวกับเป็นการเย้ยหยัน ประโยคคำพูดที่ฟังไม่เป็นภาษาดังออกมาจากเหล่าผู้รุกรานทันทีที่ลำแสงพิฆาตกระทบถูกเป้าหมาย


~
ตืดดืด~ดืด♪♫ตือ~ดื้อ~ดิด~


เมื่อสิ้นเสียงเย้ยหยันจากเหล่าผู้รุกราน เพลงประกอบเกมสมัยโบราณก็ขับขานท่วงทำนองขึ้นมาอีกครั้ง


"ต้องขออภัยด้วย ที่ตอนแรกข้าได้ดูแคลนฝีมือพวกเจ้าไป" ทันทีที่เปลวเพลิงดับมอดลง ภาพของชายร่างใหญ่ผู้ยืนแสยะยิ้มอยู่หลังสนามพลังสีน้ำตาลเข้มก็ปรากฏชัดแก่สายตา "...นับจากนี้ไป ข้าจะขอทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีในการเข่นฆ่าพวกเจ้า.." ในขณะที่กำลังสนทนาอยู่นั้นเอง ชายร่างใหญ่ก็หมุนควงขวานยักษ์ในมืออย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นวงแหวนเวทมนต์สีน้ำตาลเข้มขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา "เตรียมรับมือ!!"


ฟุบ
!


พริบตาที่สิ้นเสียง ลูกบอลพลังงานที่เกิดขึ้นจากวงแหวนเวทมนต์สีน้ำตาลเข้ม จำนวนหลายร้อยลูกก็พุ่งตรงเข้าหาเหล่าผู้รุกรานทันที


"ซีอ้อน!" (หลบกันให้พ้นนะ!)


ผู้รุกรานในชุดสีแดงสดตะเบ็งเสียงสั่งการราวกับเป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่ถึงกระนั้นก็เป็นการสั่งการที่ล่าช้าเกินไป


ตูม
!
ตูม! ตูม!!!


แทบจะในทันทีที่สิ้นเสียงสั่งการ เหล่าผู้รุนรานชุดเขียวแปดคนก็ถูกลูกบอลพลังงานระเบิดร่างทิ้งอย่างรวดเร็ว


"เอาเข้าไป..." กาแรนบ่นขึ้นมาเบาๆอย่างไร้อารมณ์ "..พอข้าเอาจริงเข้าหน่อยก็กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปซะแล้วงั้นหรือนี่?..." ก่อนจะตวัดขวานผ่าร่างผู้รุนรานอีกสองคนจากด้านหลัง "..หลบเวทมนต์ของข้าได้ก็นับว่ามีฝีมืออยู่หรอก..แต่ก็ต้องระวังข้างหลังบ้างสิ.."


"ซีอ้อน!" (แกนะแก!)


เปรี้ยง
!


ลำแสงสีขาวขุ่นถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง ด้วยฝีมือของเหล่าผู้รุกรานที่เหลือรอดทั้งหมด


"ยอด..ต้องให้ได้อย่างนี้สิ!" กาแรนแสยะยิ้มกว้าง ขณะดีดสะท้อนลำแสงสีขาวขุ่นทั้งหมดด้วยสนามพลังสีน้ำตาลเข้ม "ค่อยคุ้มกับที่ข้ายอมกลับมาเป็นจอมเวทมนต์สายนักปราชญ์อีกครั้งหน่อย" พร้อมกันนั้นเอง ลูกบอลพลังงานจำนวนครึ่งพันก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง "คราวนี้ห้าร้อยลูก พยายามหลบกันให้ดีล่ะเจ้าพวกนกเป็ดน้ำ"

---------------------------------------------------

ขณะที่กาแรนกำลังไล่ต้อนเหล่าผู้รุนรานจากนอกโลกอยู่ภายในอาณาเขตเวทมนต์นั้นเอง


"นี่..เมื่อไหร่นายจะยอมปล่อยฉันซะทีหา?" กระถินก็กล่าวโพล่งขึ้นมาอย่างไม่พอใจ "ฉันก็บอกไปแล้วไง ว่าไฟที่อยู่ในอาณาเขตเวทมนต์น่ะฉันไม่ใส่ใจมันหรอก"


"นั่นสิคะ หนูก็เห็นว่าไนส์นี่ซังควรจะปล่อยกระถินเน เอ๊ย...นี่ซังได้แล้วนะคะ" ราน่าพูดสนับสนุน "กระถินนี่ซังเขาไม่สนใจไฟที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรอกค่ะ"


"อา..เข้าใจแล้ว" ถึงแม้น้ำเสียงจะฟังดูเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ก็ตาม แต่ไนส์ก็คลายแรงรัดร่างบางลงทันทีราวกับเชื่อคำพูดของคนทั้งสองอย่างหมดใจ "ต้องขอโทษด้วยนะกระถิน ที่ตอนแรกฉันไม่ยอมเชื่อคำพูดของนายน่ะ"


"คิก ไม่เป็นไรหรอกน่า" เมื่อหลุดพ้นออกจากพันธนาการ ร่างบางก็ฉีกยิ้มส่งให้ชายหนุ่มทันที "ก็ไนส์เจอฉันพยศมาเยอะแล้วนี่เนอะ จะไม่ยอมเชื่อกันก็ไม่น่าแปลกใจนักหรอก"


"ฮะ ฮะ ฮะ" ไนส์หัวเราะแห้งๆรับรอยยิ้มจากคู่สนทนา "ก็นะ..ถ้าจะให้พูดตรงๆเลยคือ ถ้าตกรอบนี้ฉันก็อาจต้องเจอนายอาละวาดอีกครั้งน่ะสิ ฉันก็เลยต้องป้องกันไว้ก่อน"


"บู่ บู่ เสียมารยาทจริงๆเลยนะไนส์ คราวหน้าคราวหลังเรื่องแบบนี้ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้ย่ะ!" กระถินกระแทกเสียง "อ๊ะ จริงด้วยสิ! ที่กาแรนพูดไปเมื่อกี้นี้มันหมายความว่ายังไงหรอราน่า?"


"อ้อ เรื่องที่บอกว่า 'ยอมกลับมาเป็นจอมเวทมนต์สายนักปราชญ์อีกครั้ง' ใช่ไหมคะ?" สาวน้อยกล่าวตอบอย่างภูมิใจ "ถ้าเป็นเรื่องนั้น..มันก็ตรงตามคำพูดของนี่ซังล่ะค่ะ ถึงจะเห็นแบบนั้นนี่ซังก็เคยเป็นจอมเวทมนต์สายนักปราชญ์นะคะ"


"เห? ถ้าอย่างนั้นพวกเธอก็เปลี่ยนสายเวทมนต์กันตั้งแต่..." กระถินกล่าวถามอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับถูกหยุดโดยฝ่ามือเรียวบางของสาวน้อย


"เอ่อ สำหรับเรื่องนั้น..." หลังจากหยุดคำถามจากร่างบางแล้ว ราน่าก็รีบกล่าวขอร้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันที "กรุณาอย่าพูดให้หนูนึกถึงมันอีกได้ไหมคะ? ขอร้องล่ะค่ะ?"


"ขอโทษ" กระถินตอบกลับด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว ก่อนจะเอื้อมมือเข้าโอบกอดร่างบางไว้อย่างแผ่วเบา "ขอโทษ ฉันขอโทษ"


...การเปลี่ยนสายเวทมนต์? เรื่องที่ไม่อยากนึกถึง? แม้ในตอนนี้ผมจะยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดของคำพูดนี้..แต่ผมก็ภาวนาไม่ให้มีสิ่งเหล่านี้เจือปนอยู่ในความทรงจำที่สูญหายไปของผมครับ...ใช่ครับ ถึงแม้ว่าคำภาวนานี้จะไม่มีทางเป็นไปได้เลยก็ตามที...


"กระถินเนซัง...กระถินเนซัง..." เมื่อถูกโอบกอดอย่างอ่อนโยน "..กระถิน..เนซัง..." จากน้ำเสียงที่เคยสดใสดุจนกน้อยก็สั่นเครือ จากแก้มสีชมพูระเรื่อดุจทารกแรกวัยก็เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำใสจากเบ้าตา "..เนซัง.." ราวกับว่าสาวน้อยราน่าได้โหยหาความเอื้ออาทรเช่นนี้มาแสนนาน "..ฮือ..ฮือ..ฮือ..."


"จ้ะ..พี่อยู่ที่นี่แล้ว.." ทั้งๆที่ควรเป็นผู้ปลอบประโลม "..อย่าร้องไห้ไปเลยนะ..ฮึก..ฮึก..." ทว่าเพียงไม่นาน..กระถินก็ออกอาการตามสาวน้อยในอ้อมกอดไปอีกคน


อาจเป็นเพราะชายหนุ่มพึ่งเคยเห็นเด็กสาวร้องไห้ตรงหน้าเป็นหนแรก


"..เอ่อ...ทั้งสองคน..." เมื่อพึ่งเคยพบเห็น สถานการณ์ตรงหน้าจึงทำให้ชายหนุ่มยืนแน่นิ่งทำอะไรไม่ถูกราวกับถูกสาปให้เป็นก้อนหิน "..คือ..ว่า..."


อาจเรียกได้ว่าเป็นโชคดีของชายหนุ่ม เพราะก่อนที่สถานการณ์ของสองสาวจะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงทุ้มของชายร่างใหญ่ก็ดังก้องออกมาจากอาณาเขตเวทมนต์อีกครั้ง


"ฮ่า ฮ่า เหลือแค่ตัวเดียวแล้วเฟ้ย!" กาแรนตะโกนก้อง ขณะเงื้อขวานเตรียมจามใส่ผู้รุนรานจากนอกโลก ที่บัดนี้นอนแน่นิ่งอยู่ระหว่างส้นเท้าของเขากับธารน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ "แกเสร็จข้าแน่ไอ้ชุดแดง!" ก่อนจะแสยะยิ้ม แยกเขี้ยว หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "จริงสิ..แกรู้ไหมว่าทำไมแกถึงเป็นตัวสุดท้าย? ฮึ ฮึ ฮึ"


"ซ..ซีอ้อน.." (ป..ป๋มไม่ทราบคร้าบ)


ผู้รุกรานกล่าวเสียงสั่น


"ก็เพราะแกมาทำลายอาวุธประจำตระกูลของข้ายังไงล่ะ!" ถึงแม้จะเป็นเพียงขวานเด็กเล่น แต่เมื่อถูกฉาบฉานด้วยหยดเลือดจากผู้รุนราน ประกอบกับอยู่ในมือของชายร่างใหญ่ ขวานเด็กเล่นนี้ก็ดูเหมือนอาวุธของฆาตกรโรคจิตไปทันตา "..ช่างเถอะ..อย่างแกน่ะเตรียมตัวเตรียมใจตายก็พอแล้ว"